|
กะลาชิ้นนี้แกะเป็นรูปสิงห์ศิลป์ล้านนา กะลาเส้นผ่าศูนย์กลาง4นิ้ว มีการจารอักขระบนตัวและรอบตัวสิงห์ อีกด้านของกะลาก็มีรอยจาร มีการลงรักปิดทอง(ตรงตัวสิงห์ลงรักไว้หนามาก) เท่าที่ดูจะใช้ส่วนของก้นกะลาที่นำมาแกะเพราะเป็นส่วนที่หนา ชิ้นนี้อายุเกือบ100ปี ไม่เจอที่ไหนแน่นอนแบบนี้ ชิ้นเดียวในโลก ส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปปั้นไว้ที่วัด ส่วนเครื่องรางที่เป็นสิงห์ล้านนาก็จะทำเป็นรูปหล่อขนาดห้อยคอ
- สิงห์ล้านนา สัญลักษณ์แห่งพลัง อำนาจ และการปกป้องคุ้มครอง
เชื่อกันว่าสามารถช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดี ขับไล่พลังงานลบ และเสริมบารมีให้บ้านเรือนมีความมั่นคง เจริญรุ่งเรือง และเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย
ตามคติความเชื่อของชาวล้านนา “สิงห์” เป็นสัตว์มงคลที่เปี่ยมด้วยอำนาจ บารมี และความกล้าหาญ นิยมนำมาประดับหน้าบ้าน ประตูทางเข้า วัด และสถานที่สำคัญ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องคุ้มครอง เชื่อกันว่าสิงห์ล้านนาช่วยเฝ้ารักษาบ้านเรือน ขับไล่พลังงานไม่ดี สิ่งอัปมงคล และสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามารบกวนผู้อยู่อาศัย อีกทั้งยังเสริมความมั่นคง อำนาจ วาสนา และความเจริญรุ่งเรืองให้กับเจ้าของบ้าน
ชิ้นนี้ที่แกะจากกะลามะพร้าว น่าจะใช้กะลาตาเดียวเหมือนกับใช้ทำราหูเพราะเป็นของอาถรรพ์ด้านเสริมดวงชะตา ป้องกันคุ้มครอง นำสิงห์มาแกะบนกะลาแล้วลงอักขระ เลยใช้พุทธคุณของกะลาตาเดียวและพุทธคุณของตัวสิงห์มารวมกัน เลยเป็นเครื่องรางชิ้นนี้
เครื่องรางชิ้นนี้เป็นของมงคลประจำบ้าน(บูชาหิ้งพระที่บ้าน) เป็นของที่ใช้ดูแลบ้านและคนในบ้าน แต่ว่าไม่ใช่ของประจำบ้านของคนทั่วๆไป แต่เป็นของประจำบ้านของคหบดีหรือเจ้าเมืองสมัยก่อน ชิ้นนี้ค่อนข้างแกะรูปสิงห์สวยงามและอ่อนช้อยด้วย ในสมัยก่อนใช้มือแกะล้วนๆ แกะได้ขนาดนี้ต้องฝีมือช่างหลวง ถือว่าสวยงามมากครับ
นอกจากความเก่าของรักและความสวยงามแล้ว ทางร้านมานั่งพิจารณาการแกะ ว่าช่างเขายังไง
วิธีการแกะเท่าที่ดูถือว่าช่างแกะเก่ง ตัดกะลาตรงก้นคือส่วนที่หนาของกะลา จากนั้นทำวงกลมตรงกลางกะลา แล้วเกลากะลารอบๆวงกลมให้บาง(ดูรูปที่2ขอบกะลาจะบางมาก) ตรงวงกลมที่จะแกะสิงห์ก็จะนูนขึ้น จากนั้นแกะรูปสิงห์ ตรงสะโพกของสิงห์คือส่วนตรงกลางของก้นกะลาคือส่วนที่หนาที่สุดของกะลา ช่างจะตัดกะลาเบี้ยวเพื่อให้ตรงก้นกะลามาอยู่ตรงสะโพกของสิงห์ เพราะตรงนี้คือส่วนที่ต้องแกะกนกอีกชั้น ต้องให้ส่วนที่หนาที่สุดของกะลาให้มาอยู่ตรงนี้ ช่างแกะมีการวางแผนการแกะไว้ ถือว่าฉลาดมาก จากนั้นตรงรอบๆตัวสิงห์จะทารักบางๆ สังเกตจากรอยจารอักขระรอบๆตัวสิงห์ เหล็กจารทะลุรักจนถึงเนื้อกะลา ส่วนตัวสิงห์จะทารักหลายๆชั้นเพื่อให้ตัวของสิงห์นูนชัดขึ้น สังเกตตรงรอยจารอักขระบนตัวสิงห์จะไม่ทะลุถึงเนื้อกะลาเลย แสดงว่าตัวสิงห์ทารักไว้หนามาก จึงทำให้รู้ว่าทำไมกะลาแกะรูปสิงห์ชิ้นนี้ ถึงทำให้รูปสิงห์เด่นชัดมาก เป็นความฉลาดของช่างล้วนๆเลยครับ
ความน่าสนใจอีกอย่างคือ ถ้ามองลึกไปอีกจะเห็นว่า กะลาแกะสิงห์ศิลป์ล้านนาชิ้นนี้น่าจะเป็นของคนเงี้ยว(ไทใหญ่)ที่อาศัยเมืองน่าน ในสมัยก่อนที่ชาวไทใหญ่หรือคนเงี้ยวแถบแพร่และน่านเข้ามาทำไม้ แล้วตั้งถิ่นฐานที่นี่ แล้วก็มีการผสมผสานวัฒนธรรมไปบาง เหมือนกะลาแกะสิงห์ชิ้นนี้สังเกตได้จากอักขระที่ลงบนกะลา จะมีการลงอักขระตัวล้านนากับอักขระไทใหญ่(เงี้ยว)ผสมกัน เพราะทางร้านส่องดูแล้วบางตัวไม่ใช่อักขระล้านนาแต่เป็นอักขระของไทใหญ่(เงี้ยว)และอักขระบางตัวมีวิธีการเขียนแบบไทใหญ่(เงี้ยว)แต่อักขระล้านาไม่มีการเขียนลักษณะนี้ อักขระบางตัวก็เป็นอักขระล้านนาเลย ซึ่งแสดงว่าคนไทใหญ่(เงี้ยว)ที่น่านเข้ามาอยู่นานแล้ว จนเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมขึ้น คนไทใหญ่(เงี้ยว)ที่มาอยู่น่านเลยรับวัฒนธรรมอักขระของคนล้านนาไปด้วย แต่ในทางกลับกันคนล้านนาไม่ได้รับวัฒนธรรมการเขียนอักขระของคนไทใหญ่(เงี้ยว)เลย จึงทำให้สามารถแยกได้ว่าเครื่องรางบางชิ้นเป็นของล้านา บางชิ้นเป็นของไทใหญ่ฝั่งพม่า บางชิ้นเป็นของไทใหญ่ที่เคยอาศัยแถบแพร่-น่าน
จึงแปลได้ว่า กะลาสิงห์ชิ้นนี้เป็นของคหบดีหรือเจ้านายไทใหญ่ ที่มาอาศัยในจังหวัดน่าน เมื่อ100ปีที่แล้ว(ยุคที่คนไทใหญ่เข้ามาทำไม้ในจ.น่านพ.ศ.2380-2445) จากการที่ดูอักขระที่จารบนกะลา และการนำสิงห์มาใช้เป็นเครื่องราง ซึ่งล้านนาส่วนใหญ่จะนำกะลาไปแกะราหูมากกว่าครับ
ทางร้านเคยได้เครื่องรางหลายชิ้นที่เป็นของคนไทลื้อและคนไทใหญ่ ที่อาศัยในจ.น่าน ซึ่งจะผสมผสานวัฒนธรรมของคนล้านนาเข้าไปด้วย ถ้าเป็นเครื่องรางที่ดูง่ายก็คือดูอักขระที่เขียนลงไปครับ
|