พระล้านนาดอทคอม แหล่งรวมพระเครื่องเมืองเหนือ

เหรียญครูบาพรหมสอน(รุ่นแรก)


เหรียญครูบาพรหมสอน(รุ่นแรก)


เหรียญครูบาพรหมสอน(รุ่นแรก)


เหรียญครูบาพรหมสอน(รุ่นแรก)

โชว์ กลับหน้าร้าน
ชื่อพระ :
 เหรียญครูบาพรหมสอน(รุ่นแรก)
รายละเอียด :
 

เหรียญครูบาพรหมสอน พรหมสาโร(รุ่นแรก) วัดต้นปล้อง อ.เชียงของ จ. เชียงราย สุุดยอดประสบการณ์ สวยแชมป์

ประวัติโดยย่อของท่าน ครูบาพรมสอน พฺรหฺมสาโร จัดทำขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แจกในงานประชุมเพลิง วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2514 จัดทำโดย พระครูบวรคณานุวัตร รองเจ้าคณะอำเภอเชียงของ วัดสบสม(ขณะนั้น)

ประวัติย่อ
ของท่านครูบาพรมสอน พรหมสาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดต้นปล้อง ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ถิ่นกำเนิด
เกิดวันพฤหัสบดี ที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๕ ตรงกับวันแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ เหนือ ปีมะโรง ณ ที่บ้านก๊อน้อย ตำบลสบบง อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย

มีพี่น้องร่วมอุทร
พ่อคำมา-แม่ป้อ มาศรีแก้ว เป็นผู้ให้กำเนิด มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๖ คน เรียงตามลำดับดังนี้
๑. แม่หวัน มาศรีแก้ว (เสียชีวิตแล้ว)
๒. ครูบาพรมสอน พรหมสาโร (อินปั๋น)
๓. แม่แอ๋ม มาศรีแก้ว (เสียชีวิตแล้ว)
๔. แม่ไข มาศรีแก้ว (เสียชีวิตแล้ว)
๕. แม่เขียว มาศรีแก้ว (เสียชีวิตแล้ว)
๖. นายอินตา มาศรีแก้ว (ยังมีชีวิตอยู่)

การบรรพชา
ชื่อสามเณรสอน มาศรีแก้ว บรรพชาเมื่ออายุ ๑๕ ปี วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๕๐ ณ วัดก๊อน้อย ตำบลสบบง อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย พระอะริยะเป็นอุปัชฌายะ

อุปสมบท
ชื่อพระพรมสอน ฉายา พรหมสาโร พระอะริยะเป็นพระอุปัชฌายะ พระชนะ เป็นกรรมวาจาจารย์ พระปิก เป็นอนุสาวนาจารย์ อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๐ ปี วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๕ เวลา ๑๒.๐๐ น. ณ ที่ วัดก๊อหลวง ตำบลสบบง อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย

สำนัก
ชื่อพระพรมสอน ฉายา พรหมสาโร วัดก๊อน้อย ตำบลสบบง อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย

ใต้ร่มกาสาวพัตร
อายุ ๑๔ ปี พ่อ-แม่ได้นำเด็กชายอินปั๋นไปฝากเป็นศิษย์วัดวัดก๊อน้อย ซึ่งสมัยนั้น ครูบาอะริยะ เป็นเจ้าอาวาส เด็กชายอินปั๋นได้ตั้งใจเล่าเรียน เขียน อ่าน ภาษาพื้นเมือง จนอ่านออกเขียนได้ และรู้จักปฏิบัติเคารพครูบาอาจารย์เป็นอย่างดี มีนิสัยสุภาพอ่อนโยน พระอะริยะซึ่งเป็นเจ้าอาวาสและอุปัชฌายะ จึงให้บรรพชาเป็นสามเณร ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ อายุ ๑๕ ปี ในกรอบแห่งศีลธรรม และอยู่ภายใต้ความอบอุ่นของท่านครูบาอะริยะ สามเณรสอนมีความมานะ ขยันเล่าเรียน เพียรศึกษา สวดมนต์ เรียนธรรมพื้นเมือง จนจำบทสวดและธรรมเทศน์ได้เป็นอย่างดี กับด้วยเป็นผู้ที่มีจรรยามารยาทอันดี เชื่อฟังคำครูบาอาจารย์ ไม่เป็นคนหัวดื้อถือรั้น จึงเป็นที่รักของครูอาจารย์ เมื่อ ๒๐ กาลฝนผ่านไป คณะศรัทธาญาติโยมแห่งบ้านก๊อน้อย จึงพร้อมใจกันอุปสมบทสามเณรสอน มาศรีแก้ว เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาในปีนี้

การศึกษา
พระพรมสอน พรหมสาโร มีคุณพิเศษในทางเสียง คือมีเสียงที่เล็กแหลมไพเราะจับใจ ควรที่จะเรียนเทศนธรรมมหาชาติเวสสันดร กัณฑ์กุมารและมัทรี จึงได้พยายามศึกษาเล่าเรียนทางธรรมพื้นเมืองอย่างคล่องแคล่วชำนาญ ซึ่งสมัยนั้นเป็นที่นิยมของมหาชนทั่วไป และหากวัดไหนมีการเทศน์มหาชาติประจำปีแล้วก็จะลืมพระพรมสอนไม่ได้ เพราะท่านเลิศในทางเสียง พุทธศาสนิกชนทั่วไปเมื่อได้ฟังเสียงท่านแล้วรู้สึกไพเราะจับใจ เร้าอารมณ์ ก็ไม่อยากลุกจากที่นั่งเป็นอันว่าท่านทำชื่อเสียงในการเทศน์มหาชาติเวสสันดรได้ดีเป็นหนึ่ง จึงสมนามฉายาท่านว่า "พรหมสโร" หมายถึงผู้มีเสียงเหมือนพรหมฯ และเสียงของท่านไม่ใช่ดีแต่เฉพาะปฐมวัยเท่านั้น แม้จะผ่านมัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย เสียงของท่านก็ฟังได้ดี ต่อมาเมื่ออายุขัยวัยวัฒน์ผ่านปฐมวัย แล้วก็ได้ลาเจ้าอาวาสไปแสวงหาวัตรปฏิบัติ หรือแสวงหาความสงบทางจิตใจ เพราะมีความสนใจเรื่องการปฏิบัติสมถะวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามสำนักครูอาจารย์ต่างจังหวัด ดังนั้นจึงได้ข่าวจากพวกเพื่อนสหธรรมิก ทั้งไกล และใกล้ จึงได้สืบติดตามหาได้ตามความประสงค์ คือท่านครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ จังหวัดลำปาง
ท่านก็ได้พยายามเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งในสมัยนั้นยานพาหนะ รถยนต์และถนนหนทางยังไม่สะดวกในการเดินทาง ท่านจึงมานะพยายามด้วยเท้า โดยอาศัยแรงใจต้องการใคร่เห็นสิ่งที่แปลกใหม่ต่อเหตุการณ์ที่ต้องพบเห็น และกิตติศัพท์ชื่อเสียงเลืองลือของท่านครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ลำปาง ฉะนั้นท่านจึงได้ไปถึงตามความตั้งใจเอาไว้ เมื่อไปถึงท่านครูบานันตาแล้ว ท่านก็ไปกราบนมัสการและบอกเรื่องราวความประสงค์ของท่าน ให้ท่านครูบานันตาทราบ ซึ่งในสมัยนั้นท่านครูบานันตาเป็นเจ้าคณะหมวด ในตำบลทุ่งม่าน ต่อมาท่านก็ไปเรียนต่อเจ้าคณะอำเภอให้ทราบตามระเบียบการปกครองของคณะสงฆ์ในถิ่นนั้น เจ้าคระอำเภอก็อนุญาตให้พระพรมสอนอยู่ในโอวาสคำสั่งสอนของท่านครูบานันตาต่อไป เมื่อท่านได้รับเข้าสำนักแล้ว ก็ได้ถือเอาวัตรปฏิบัติอย่างหนึ่งคือ ธุดงค์วัตรบางข้อ เช่น ถือฉันหนเดียวต่อหนึ่งวัน เป็นต้น ในสมัยนั้นท่านพิถีพิถันเรื่องการถือวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และในเวลานั้นท่านครูบานันตาก็มีการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ เช่น กุฏิ วิหาร ศาลาบาตร ท่านก็มีส่วนช่วยเหลือการปฏิสังขรณ์ก่อสร้างวัดวาอารามให้เจริญรุ่งเรืองตามความนิยมของชนในถิ่นนั้น เมื่อท่านครูบานันตาได้ไปก่อสร้างพระธาตุ พระธรรม เจดีย์ที่ไหน ท่านก็ได้ติดตามไปด้วย เช่นที่อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอวังเหนือ ตามความนิยมของพุทธศาสนิกชนในถิ่นนั้น ท่าได้อยู่ปฏิบัติท่านครูบานันตาพอสมควร และได้ศึกษาสิกขาวินัยกองวัตรปฏิบัติ ตลอดถึงการปฏิสังขรณ์ก่อสร้างวัดวาอารามพอรู้เรื่อง และท่านได้เคยไปโปรดเมตตาศรัทธาบ้านสบไพร และศรัทธาบ้านแคร่หลวง ในตำบลเดียวกัน เนื่องจากเจ้าอาวาสขาดไปตามสมควร ท่านอยู่ในเขตลำปางนี้ประมาณ ๑๐ กว่าปี ก็ได้ลาจากครูบาและคณะศรัทธาญาติโยมที่รู้จักคุ้นเคย กลับมาสู่มาตุภูมิบ้านเกิด เมื่อท่านกลับสู่มาตุภูมิแล้วก็ได้ชักชวนศรัทธายาติโยม ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ ก่อสร้างวัดวาอาราม เช่น กุฏิวิหารในบ้านก๊อน้อย ตำบลสบบง อำเภอเชียงคำ จนพอแก่ความต้องการและความสามารถของศรัทธาญาติโยม ตามสติปัญญาและกำลังทรัพย์ของศัทธาแล้ว ส่วนวัตรปฏิบัติก็ได้ถืออยู่ตลอดเวลา และเมื่อยู่ที่วัดก๊อน้อยตามสมควรแล้วก็ไปโปรดเมตตาศรัทธาบ้านสันป่าแย้ (วัดไชยามาตรปัจจุบัน) อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ประมาณ ๓ ปี จากนั้นก็กลับมาอยู่ที่วัดก๊อน้อยถิ่นเดิมอีก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ก็ได้รับนิมนต์จากคณะศรัทธาบ้านต้นปล้อง ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ต่อมาน้องๆ และญาติก็ได้ติดตามมาอยู่ด้วย และก็ได้รับความอุปถัมภ์จากคณะศรัทธาในบ้านต้นปล้องเป็นอย่างดี และเป็นที่รู้จักของศรัทธาญาติโยม ตลอดถึงพระภิกษุ สามเณร ในตำบลใกล้เคียงและห่างไกลคามควร และตัวท่านก็มีความเมตตาเป็นหลักปฏิบัติ ได้ช่วยสงเคราะห์ อนุเคราะห์ญาติพี่น้องเป็นอย่างดี เมื่อมาอยู่ที่วัดต้นปล้อง ก็ได้ชักชวนศรัทธาญาติโยมปฏิสังขรณ์ก่อสร้างศาลาบาตร รวม ๔๑ ห้อง และสร้างกุฏิ ๑ หลัง และได้บูรณะซ่อมแซมวิหารให้มีสภาพมั่นคงในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ และปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้เป็นประธานสร้างศาลาด้านตะวันออกอีกรวม ๙ ห้อง จนสำเร็จเรียบร้อย ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๒ ได้มาโปรดเมตตาคณะศรัทธาบ้านหลวง ตำบลครึ่ง จากนั้นก็กลับไปอยู่วัดต้นปล้องอีก ประมาณ ๓ เดือนเศษๆ ในวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ตรงกับแรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ เชียงของ คณะสงฆ์มีเจ้าคณะหน่อคำ กวิวํโส คณะตำบลยางฮอม พร้อมกับคณะศรัทธามี นายทอง เสาสะลัย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านทุ่งศรีเกิด ได้ปรึกษาตกลงกันว่าจะเข้ากรรมรุกขะมูล ในป่าริมน้ำแม่อิง สถานที่นั้นเป็นป่าละเมาะ ไม่ไกลไม่ใกล้จากบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ร่มเย็น เงียบสงัดจากการจราจรไปมา อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของบ้านทุ่งศรีเกิด พวงคณะสงฆ์และศรัทธาต้องการทำบุญสูญทานตามกาลเวลา และส่งเสริมสิลาจารวัตรของกพระภิกษุสามเณรด้วย ในการบำเพ็ญธุดงค์วัตรและช่วยกันรักษาจริยาวัตร ถือว่าเป็นการขัดเกลากิเลสของภิกษุสามเณรและคณะศรัทธาด้วย ฉะนั้นจึงยินยอมพร้อมใจกันจัดหาสถานที่ดังกล่าว จึงเป็นที่เหมาะสมตามสมณะวิสัย
ฉะนั้นในวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ เชียงของ พวงพระสงฆ์และคณะศรัทธาในตำบลยางฮอมหลายหมู่บ้าน จึงไปจัดทำสถานที่นั้นเป็นที่บำเพ็ญธุดงค์วัตร ของภิกษุสามเณร และให้สะดวกในการทำบุญตกบาตร ประจำวัน
กล่าวถึงท่านครูบาพรมสอน ซึ่งได้รับนิมนต์ไปเป็นประธานในการเข้ารุกขะมูลกรรม วันนั้นหลังจากฉันจังหันที่สัดเสร็จแล้ว เตรียมตัวนำของที่จำเป็นติดตัวไปด้วย รอขึ้นรถที่ปากทางเข้าวัด เมื่อรถมาถึงก็ขึ้นรถไป แลได้ลงที่ปากทางเข้าวัดทุ่งศรีเกิด พร้อมด้วยสามเณรลูกศิษย์อีก ๔ รูป และคนบ้าน ๑ คน และได้พักฉันเพลที่วัดทุ่งศรีเกิด พร้อมด้วยคระสงฆ์ที่เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว หลังจากฉันเพลเสร็จแล้ว ทั้งคณะสงฆ์และคณะศรัทธาได้ยกขบวนไปดูสถานที่จัดเตรียมเอาไว้

นาทีวิปโยก
เมื่อไปถึงสถานที่เข้ากรรม ต่างก็จัดหาที่อยู่บำเพ็ญสมณะธรรมตามอัธยาศัย ใครชอบที่ใดก็เรียกเอาตามชอบใจ ส่วนที่อยู่ของท่านครูบา หมู่คณะศรัทธาจัดทำตูบให้อย่างสบายและถูกใจ ในขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. ท่านรู้สึกเจ็บหลัง เจ็บบั้นเอวนิดหน่อย ขอให้โยมที่ติดตามไปนั้น ช่วยนวดบีบให้พอทุเลาลงแล้วก็หยุด ท่านครูบาก็เข้าไปพักนอนในสถานที่ศรัทธาจัดทำไว้ให้ท่าน ในขณะนั้นเณรลูกศิษย์ก็ได้นั่งชิดติดกับท่านครูบา เณรบางรูปก็เขียนเอาคำขึ้นวัตร คำภาวนารุกขะมูลกรรมจากท่านครูบาผู้บอกให้ ขณะนั้นท่านก็ง่วงหลับไปนิดเดียว ก็มีอาการชักดิ้นชักงอผิดปกติ เณรที่อยู่ใกล้ก็ตกตลึงกันใหญ่ จึงเรียกให้พวกเดียวกันมาช่วยกันดูแลความตกตลึงของหมู่คณะสงฆ์และศรัทธาที่ไปในที่นั้นก็มามุงกันดูอย่างคับคั่งแออัดไม่รู้ใครเป็นใคร บางคนก็เอายาหอมมาให้กินให้ดมและทา แต่อนิจจา ประสาททุกส่วนของท่านครูบาไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งสิ้น หมดความรู้สึกเสียแล้ว ต่อมาท่านครูบาอยู่ในความสงบ ลมปราณอ่อนลง และในที่สุดก็แน่นิ่งสงบกลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณ ได้หมดสิ้นลมปราณไปในที่สุด กรรมลิขิตชีวิตของพระคุณท่านมาด้วยปี เดือน วัน และเวลาเพียงเท่านั้น อนิจจา... ร่มโพธิ์ร่มไทรได้โค่นลงเสียแล้ว ศิษย์โยมที่เป็นพระเณร และศรัทธาช่วยกันประคองร่างอันไร้วิญญาณนั้นพร้อมด้วยน้ำตาคลอเบ้า โยมผู้หญิงได้แต่น้ำตาคลอเบ้า โยมผู้หญิงได้แต่ร้องไห้ด้วยความอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อเหตุการณ์ท่านครูบามาเป็นอย่างนี้ เป็นที่วิตกแก่พวกภิกษุสามเณร ศรัทธาเป็นอย่างมาก เมื่อท่านครูบาไม่มีลมหายใจเข้าออกแล้ว ความเดือดร้อน ความหวั่นใจ ความอาลัยรัก ก็ไปถึงพูพวกศรัทธา ชาวบ้านก็วุ่นวายกันใหญ่เมื่อทราบข่าวเช่นนั้น ต่างก็ปล่อยโฮออกมาโดยไม่รู้ตัว ทุกคนมีใบหน้าชุ่มโชกไปด้วยน้ำตา ในขณะนั้นก็มีเจ้าอธิการหน่อคำ กวิวํโส พระบุญผาย และพระภิกษุสามเณรรูปอื่นๆ ช่วยกันจัดการรดน้ำศพ เบิกโรงถูกกำหนดกันขึ้นในเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น.
จากนั้นศิษย์-โยม ก็นำข่าวอันน่าสลดใจไปแจ้งแก่ญาติพี่น้องทางบ้านต้นปล้อง ทางวัดก็สัญญากองใหญ่บอกเหตุการณ์มรณภาพของท่านครูบาให้กันทราบ เมื่อได้รับแจ้งข่าวแล้วศรัทธาก็พากันหลั่งไหลกันไปดูสถานที่ที่ท่านครูบาสิ้นลมหายใจ และพร้อมกันนำศพท่านใส่เกวียนมาจากป่า กลับไปตั้งบำเพ็ญกุศลในวัดต้นปล้อง ความเศร้าโศกเสียใจ ความอาลัยอาวร สะท้อนสู่วงศา คณะญาติลูกศิษย์ลูกหาทุกรูปทุกคน ก็พลอยมีน้ำตาไหลหลั่งออกมาจากเบ้าตาโดยไม่รู้สึกตัว ด้วยความรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างบอกไม่ถูก ข่าวสารการมรณะของท่านครูบาได้แพร่สะพัดไปทั่วถึงหูญาติพี่น้อง ทางบ้านก๊อน้อย และบ้านใกล้เคียงทางเชียงคำ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน พวกญาติพี่น้องนั้นก็ได้รับความโศกเศร้าเสียใจเช่นกัน การที่ท่านได้มรณภาพลงด้วยโรคลมปัจจุบันเช่นนี้ ก็เป็นที่น่าเศร้าโศกเสียใจเกิดขึ้นแก่ศิษย์โยม ศรัทธาญาติพี่น้องเป็นอันมากในการมรณภาพของท่าน โดยไม่มีใครคิดฝันเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเลย แต่แล้วทุกคนยอมสารภาพว่า "ชีวิตของเราทั้งหลายความตายเป็นของเที่ยงธรรม"ฯ
ศิริรวมอายุได้ ๗๗ ปี ๕ เดือน ๒๒ วัน นับตั้งแต่อุปสมบทจนถึงวันมรณภาพ รวม ๕๖ พรรษา ๕ เดือน ๒๒ วัน

การบำเพ็ญบุญถวายทานอุทิศ
จากวันมรณภาพ ศรัทธาบ้านต้นปล้องและบ้านใกล้เคียงในตำบลบุญเรือง ตำบลยางฮอม ตลอดจนถึงต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ที่รู้จักคุ้นเคยท่านได้ทราบข่าวการมรณภาพ ต่างก็มาเคารพศพ รับเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมกัณฑ์เทศน์ ด้วยสายธารแห่งศรัทธาอันเกิดจากมุทิตาจิตจนครบ ๗ วัน ได้ทำบุญสัตตมวารแล้ว ปิดศพไว้ครบ ๕๐ วัน ก็ทำบุญอีก และเปิดบำเพ็ญบุญอุทิศส่วนกุศล มีการสวดอภิธรรมและเทศน์ทุกวัน พร้อมกันนั้นก็ได้จัดทำเจดีย์ทราย ๒๕๑๓ องค์และภาชนะเครื่องใช้ เช่น ถ้วย จาน ถาด ช้อน สัมภาระเครื่องใช้ไว้เป็นประโยชน์สาธารณะ ด้วยอาศัยกำลังใจศรัทธาสละปัจจัยช่วยกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลผลทานส่งให้ดวงวิญญาณของท่านครูบาพรมสอน พรหมสาโร ผู้เป็นที่รักเคารพยิ่งของศิษย์ และศรัทธา ขอจงมีความสุขเกษมสำราญ ในสัมปรายภพตามควรแก่คติวิสัยของพระคุณท่านด้วยเทอญ

กำหนดประชุมเพลิง
วันที่ ๑๐-๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ตรงกับวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ เดือน ๕ เชียงของ กลางวันอาราธนาพระสงฆ์มาฉันเพล และรับไทยทาน กลางคืนมีสวดอภิธรรม และเทศน์
วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๕ เชียงของ กลางวันอาราธนาพระสงฆ์มาฉันเพลและรับไทยทาน สวดอาทิตตปริยายสูตร เป็นเสร็จพิธีสงฆ์ เวลา ๑๕.๓๐ น. อาราธนาศพไปประชุมเพลิง ครบรอบ ๑ ปี ๑ เดือน ๑๙ วัน แห่งการมรณภาพในวันนี้ด้วยฯ

 

ราคา :
 โชว์ครับ
ร้าน :
โทรศัพท์ :
 0629949445
วันที่ :
 25/10/16 23:23:32
 
 
เหรียญครูบาพรหมสอน(รุ่นแรก) พระล้านนา.คอม เว็บ พระเครื่อง พระบูชา อันดับหนึ่ง ของภาคเหนือ ออกแบบเว็บไซต์โดย 2WinWeb design บริการรับทำเว็บไซต์
Copyright Pralanna.com All right reserved. © สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมายโดย บริษัท พระล้านนาดอทคอม จำกัด.